ค่อกแค่กๆ กลับมาปัดฝุ่น กวาดหยากไย่ได้สักที หายหน้าหายตาไปนาน ช่วงก่อนสอบไฟนอลค่ะ แล้วประจวบเหมาะกับต้องเร่งทำเรื่องสมัครเรียนต่อป.โทที่เยอรมันด้วย ความจริงสอบเสร็จไปได้สอง สามอาทิตย์แล้วนะ แต่สอบเสร็จปุ๊บ ทำโปรเจกต์ต่อเลย ^^! ตอนอ่านหนังสือสอบต้องบังคับตัวเองให้ปิดคอมไปเลย ไม่งั้นไม่ได้อ่านหนังสือแหละ เลยไม่ได้มาเช็ก exteen ตอนแรกๆนี่เห็นได้ชัดเลยนะว่ากระวนกระวาย เหมือนคันไ้ม้คันมือ วึ่นวื้อ อยู่ไม่สุข อยากอ่านฟิค เล่นเนท ฟังเพลง แต่พอหลังๆมาเริ่มชิน หลังสอบเสร็จก็แทบจะไม่ได้นึกถึงจะมาเช็กบ้านเช็กบล็อกอะไร แปลกดีเหมือนกันนะ ความเคยชินเนี่ย..
 
จะว่าไปนั่นก็คงแค่ส่วนหนึ่ง เหตุผลหลักๆอีกเรื่องก็คือช่วงหลังๆมานี่เริ่มมีเรื่องให้คิดเยอะขึ้น กลับมามองตัวเอง มามองชีวิต คิด พิจารณาอะไรๆมากขึ้น ตอนนี้ตะกอนความคิดยังคงฟุ้งๆอยู่ในหัว รอให้ตกพลึกดีๆอีกสักพักอาจจะมีอะไรมีเขียน มาเล่าสักทีล่ะมั้ง ^^!! เพราะจริงๆจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ชีวิตก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ตอนเช้าเข้าแล็บ ตอนเย็นจันทร์-พุธมีทำงานพิเศษ กว่าจะกลับถึงบ้านบางวันก็เกือบๆสี่ทุ่ม เย็นพฤหัสมีชมรมลีลาศ ถึงบ้านสองทุ่มกว่าๆ เย็นศุกร์ถ้าไม่ไปดูละครก็กลับมานั่งๆนอนๆอยู่บ้าน ช่วงนี้อากาศแปรปรวนแปลกๆ แดดบ้าง หนาวบ้าง ยิ่งวันไหนฝนตกหรืออากาศเย็นๆนี่ไม่ต้องพูดถึงแหละ อาบน้ำเสร็จก็อดปีนขึ้นไปคลุกผ้าห่มบนเตียงไม่ได้ เอาไปเอามาก็พล็อยหลับไปตามระเบียบ ^^!
 
เผลอแป๊บเดียว จะจบป.ตรีแล้วนะ.. หลังจากนี้ถือว่า"เป็นผู้ใหญ่"แล้วหรือเปล่า? แอบเกิดอาการประสาทเล็กๆเรื่องอนาคตช่วงสอบไฟนอลนั่นแหละ ไม่อยากจะสารภาพว่าคงทำแม่ปวดหัวไปพักใหญ่ๆเหมือนกัน ^^! เพราะเป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้มาตลอดไง จะวิทย์ก็ได้ จะศิลป์ก็ได้ พอมาถึงขั้นที่จะต้องตัดสินใจ"เลือก"ที่จะเดินสายวิทย์เลยเกิดอาการปอดแหกเล็กๆ มันคือความรู้สึกที่ว่า เฮ้ย ถ้าเราเลือกที่จะเดินต่อทางนี้ มันจะไม่มีทางหันกลับแล้วนะ แล้วถ้าเรายังไม่แน่ใจอยู่แบบนี้ จะให้ตัดสินใจเลยจะดีเหรอ? เพราะไม่รู้ไงว่าทาง"สายศิลป์"มันจะเป็นยังไง มันคือ"ความเป็นไปได้" มันคือ"สิ่งแปลกใหม่ น่าลอง" The grass is always greener on the other side หรืออะไรประมาณนั้นนั่นแหละ แต่ไม่ได้คิดไงว่ากว่าเราจะมาถึงจุดนี้ "คนรอบข้าง"ต้องเสียสละอะไรไปบ้าง ลืมไปว่าจริงๆแล้วถึงเราจะไม่สามารถระบุลงไปได้อย่างสนิทใจว่าเราชอบ"สายวิทย์"มากกว่า"สายศิลป์" เราก็ไม่สามารถระบุได้เช่นกันว่าเราจะชอบ"สายศิลป์"มากกว่า"สายวิทย์"
 
นิกว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่"โชคดีเกินไป"นะ รู้สึกว่าจริงๆแล้วชีวิตเด็กมันเป็นอะไรที่"เห็นแก่ตัว"พอควรเลย ในความหมายที่ว่าคนเป็นเด็กจะไม่"คิดถึงคนรอบข้าง"เท่าไหร่้ มีพ่อแม่ดูแลตลอด ข้าวปลามีให้กินไม่ต้องอดอยาก เช้าไปโรงเรียน เย็นกลับบ้าน ทำการบ้าน เรียนพิเศษ ชีวิตมีแค่นั้นจริงๆ อยากกินขนม อยากซื้อของเล่น คอมพิวเตอร์ เกม ส่วนใหญ่พ่อแม่ก็ตามใจ ไม่ได้คิดหรอกว่าเงินทองได้มายังไง เดือนๆหนึ่งมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารเท่าไหร่ พ่อแม่ดูแลหมด ซึ่ง โอเค เข้าใจว่าก็เด็กน่ะนะ ยังอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ ยัง"พึ่งตัวเอง"ไม่ค่อยได้ ส่วนพ่อแม่เองก็อยากให้ลูกมีทุกอย่างเพียบพร้อม ไม่อยากให้ลูกลำบาก ถึงตัวเองจะต้องเสียสละ ทำงานหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่ยังไงๆก็ทนเพื่อลูก หลายคนยอมเป็นหนี้ กู้เงินส่งลูกเรียน ซึ่งก็เข้าใจว่ามันเป็นสัญชาติญาณของคนเป็นพ่อแม่นะ อยากให้ลูกได้ดิบได้ดี มีโอกาสมากกว่าตัวเอง มีชีวิตที่สบายกว่าตัวเอง แต่ประเด็นคือนี่ไง ตอนนี้ไม่ใช่เด็กแล้วไง เพิ่งจะรู้ตัวว่าหลายๆเรื่องตัวเองยังเผลอ"มองข้าม"ไปอยู่ ยัง"ติดเด็ก"อยู่ ยกตัวอย่างอย่างอาการประสาทเล็กๆข้างบนนั่นแหละ แม่ลงทุนไปขนาดไหน ไม่ใช่แค่เงินทองนะ เวลาที่เสียไป สภาพจิตใจที่ต้องทนเหงาอยู่บ้านคนเดียว แล้วอยู่ๆวันนึงลูกสาวโทรมา ถามว่า แม่ แน่ใจแล้วเหรอว่าจะให้หนูเดินทางนี้? อ้าวเฮ้ย! จะมาเข้าเกียร์ถอยหลังตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยแล้วเหรออีหนู?! มองย้อนกลับไป ถ้าเป็นนิกเอง ได้ยินอะไรแบบนั้นคงแทบทรุดอ่ะ ^^! เหมือนกับลูกกำลังจะบอกว่าที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงมาทั้งหมดนี่ กำลังจะสูญเปล่า? ^^!!! แต่มองจากมุมของตัวเอง มุมของ"เด็ก" ตอนนั้นไม่มั่นใจจริงๆนะ คือชีวิตวัยเรียน ถึงจะมีการตัดสินใจเลือกคณะ เลือกมหาฯลัย แต่มันก็เหมือนเป็นทางที่ยังไงๆก็ต้องเดินไง แต่หลังจากปริญญาตรี มันไม่มี"เส้นทางบังคับ"อีกแล้วนะ ตัวเลือกสารพัด ชีวิตเปิดกว้าง ดังนั้น หลังจากนี้ ภาระและความรับผิดชอบ ผลของทุกๆการตัดสินใจ ลงที่ตัวเองหมดแล้วนะ โทษใครไม่ได้แล้วนะ ซึ่งตรงนี้แหละมั้งที่น่ากลัว มันฟังดูเหมือนว่าเราจะต้องตัดสินใจวางแผนชีวิตอีกยี่สิบ สามสิบปีที่เหลือตอนนี้ ทั้งๆที่เรายังไม่แน่ใจเลยว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่จริงๆแล้วมันไม่แย่ขนาดนั้นไง อนาคตเรา จริงๆแล้วเปลี่ยนได้นะ ถึงเราไม่รู้ว่าเราจะ"ชอบ"อะไร แต่ในเมื่อเราไม่ได้"เกลียด"สิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ จะให้เดินทางนี้ต่อไปก็ไม่เสียหลาย เหมือน โอเค เราเลือกจะเดินถนนหลักสายนี้ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ แต่ระหว่างทางมันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลี้ยวเข้าซอย เลี่ยงไปใช้ถนนเลี่ยงเมืองไม่ได้นี่นา แล้วถ้าวันไหนเกิดอยากจะเบนเข็มทิศไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือแทนที่จะมุ่งตรงขึ้นเหมืออย่างเดียว มันก็ไม่ได้เป็นไปไม่ได้เลยเสียทีเดียวสักหน่อยนี่เนอะ
 
นิกว่ามันเป็นที่ทัศนคติของยุคด้วยนะ ไม่รู้ว่าในไทยเป็นหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆคือวัฒนธรรมตะวันตกจะค่อนข้างเน้นความสนใจไปที่"ตัวตน"ของแต่ละคน เด็กๆที่ถูกสอนให้"ทำตามความฝัน เดินตามหัวใจ" ซึ่งนิกคิดว่ามันอาจจะเป็นส่วนนี้ด้วยล่ะมั้ง ที่ทำให้เกิดลังเลขึ้นมา มันฟังดูเหมือนว่าทุกคนจะต้อง"ทำในสิ่งที่ตนรัก"เท่านั้น เหมือนเป็นสิทธิ์ที่เราพึงมี แทนที่จะเป็น"ของขวัญ"ที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับ (a right instead of a privilege) เมื่อมีไอเดียในหัวว่าเรา"ควร"จะได้ทำในสิ่งที่เรา"รัก" พอเราไม่รู้สึกว่า"รัก"อะไรที่กำลังทำอยู่ ก็เลยเกิดไม่แน่ใจ เกิดประสาทขึ้นมาว่าเฮ้ย นี่เรามาถูกทางแล้วแน่เหรอ? ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า"สิ่งที่ตนรัก" จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ ^^!
 
ที่หลายคนคิด กังวล สงสัยว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่?" นิกว่าส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกลังเล ไม่แน่ใจนี่แหละค่ะ อย่างน้อยถ้าเรารู้ว่าเรา"เกิดมาเพื่ออะไร" เราจะได้พอเดาได้ว่าเรากำลัง "เดินมาถูกทาง"หรือเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วนิกว่ามันเป็นวิธีคิดที่ผิดนะ "ชีวิต"ไม่น่าจะมีทางเดินที่"ถูก"หรือ"ผิด" มันคือโอกาสให้เราลองผิดลองถูก ลองแก้ปัญหา คลำทางงมๆไปแบบนั้น ซึ่ง โอเค มันยากกว่าแน่นอนอยู่แล้ว แต่"ชีวิต"ก็ไม่ควรจะเป็น"เรื่องง่าย"ไม่ใช่หรือ?
 
"ความสุข"ก็เหมือนกัน นิกว่าคนเรานิสัยเสียนะ เรื่องดีๆน่ะ ลืมง่าย เรื่องร้ายๆนี่ชอบฝังลึก ^^! อาจจะเป็นวิธีการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งล่ะมั้ง? อะไรที่ไม่ดีก็ให้จำไว้แม่นๆ จะได้ไม่ทำผิดซ้ำสอง แต่ก็นั่นแหละ นิกว่าคนชอบลืมไปว่า "สุข" "ไม่สุข" จริงๆแล้วตัวเองเป็นคนกำหนดนะ คนเราชอบตั้งข้อแม้ให้ตัวเอง อ้างว่า"ไม่มีความสุข"แต่ก็ขี้เกียจเปลี่ยน กลัวการเปลี่ยนแปลง เลยชอบโทษสภาวะแวดล้อมภายนอก สังคมบ้าง ครอบครัวบ้าง สถานการณ์บ้าง อะไรก็ตามที่จะทำให้เขาไม่ต้อง"โทษตัวเอง"นั่นแหละ
 
จุดเปลี่ยนระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่? คือความกล้าที่จะรับผิดชอบผลของการตัดสินใจและอนาคตของตัวเองล่ะมั้ง? นิกเองก็ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้ ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอีกมาก เห็นแม่ตัวเองแล้วแบบว่า..การเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นแม่ที่ดีนี่มันยากโคตรๆเลยนะ คนเราอยากมีลูกกันไปทำไมวะเนี่ย ^^!?!? เหอๆ เอาเป็นว่าตอนนี้ขอตัวไปจัดการกับโปรเจกต์จบอีกอาทิตย์หนึ่ง หลังจากนั้นน่าจะมีเรื่องมาอัพเรื่อยๆ อะไรก็ไม่รู้ลอยไปลอยมาเต็มหัวไปหมดเนี่ย เหอๆ ;p!
 
ขอบคุณทุกๆคนที่แวะมาทักทายระหว่างที่นิกหายตัวนะคะ ;)! กลับมาคราวนี้ เอนทรี่แรกก็เหมือนระเบิดลงเลยเนอะ ^^! ช่วงก่อนนิกติดเพลง country อยู่พักใหญ่ๆ ตอนนี้เริ่มเบื่อๆ ไม่รู้จะฟังอะไรดี อยู่ๆเพลงนี้ก็โผล่ขึ้นมา When They Come for Me ของ Linkin Park อัลบั้มล่าสุด A Thousand Suns ค่ะ
 
สองอัลบั้มหลังของวงนี้ (Minutes to Midnight กับ A Thousand Suns) ค่อนข้างจะ"แปลก"ไปจากแนวเพลงเดิมของพวกเขาพอสมควร Minutes to Midnight ออกแนวร็อกบัลลาตมากขึ้น มีเพลงช้ามากขึ้น ส่วนอัลบั้มนี้นิกว่าเป็นแนวเพลงที่"แปลก"ดีนะ ฟังรอบแรกรู้สึกเฉยๆ แต่พอฟังเรื่อยๆแล้วจะมีเพลงที่เริ่มติดหูค่ะ ของนิกนี่เพลงนี้แหละ When They Come for Me นิกชอบบีทกลองนะ มันให้อารมณ์ดิบๆ เผ่าๆดีอ่ะ ฮ่าๆๆๆ
 
 
หวังว่าจะได้เจอกันอีกทีเร็วๆนี้ บุญรักษานะคะ ;)!  
 
ป.ล. มองวันที่ หายไปสองเดือนเป๊ะ ^^! 

Comment

Comment:

Tweet

ที่ดีนี่มันยากโคตรๆเลยนะ คนเราอยากมีลูกกันไปทำไมวะเนี่ย

#4 By Captain America Avengers Jacket (103.7.57.18|182.178.74.15) on 2012-08-16 14:19

ขอบคุณทุกๆคนที่แวะมาทักทายระหว่างที่นิกหายตัวนะคะ ;)

#3 By Yamaha Motorcycle Jacket (103.7.57.18|182.178.74.15) on 2012-08-16 11:24

ความคิดดูโตเป็นผู้ใหญ่มากเลยหนะครับ ชอบที่ว่าวัฒนธรรมทางฝั่งตะวันตกสนับสนุนให้คนต่างทำสิ่งที่ตนเองชอบ ซึ่งเป็นตัวตนของตัวเอง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ

ปล. รักษาสุขภาพเช่นกันครับconfused smile

#2 By Keyboardboy on 2011-06-14 16:07

Hot! Hot! Hot!

แม้ดู LP จะเปลี่ยนไป..

แต่ผมก็ยังชอบมั่ก ๆ ครับกับวงนี้^^

จากสาวกคนหนึ่งbig smile big smile big smile

วี่จัง View my profile

Twitter Updates

    follow me on Twitter

    Recommend