สวัสดียามบ่ายจากลอนดอนค่ะ ^^
 
สองสามวันนี้อากาศดี แดดออก ไม่มีฝน อดอารมณ์ดีตามไปด้วยไม่ได้ ฮ่าๆๆ ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายหนาวสักเท่าไหร่หรอกนะคะ อุณหภูมิก็ยังอยู่ประมาณ 7-12 องศาเหมือนเดิม แต่หันไปมองรอบๆ ฤดูใบไม้ผลิแล้วค่ะ ^^! เผลอแป๊บเดียวเองนะเนี่ย เห็นคุณแม่บอกว่าบ้านเราตอนนี้กำลังอบอ้าวได้ที่ อีกไม่นานก็สงกรานต์แล้วนี่นา!! (แปลว่าทางนี้ก็ใกล้สอบไฟนอลเข้าไปทุกทีๆแล้วเหมือนกัน เหอๆ ^^!)
 
ความจริงวันนี้ไม่มีอะไรมาอัพหรอกค่ะ แค่อยากมาเขียนอะไรเล็กๆน้อยๆเนื่องในโอกาส วันสตรีสากล ครบรอบร้อยปี - International Women's Day Centenary [08.03.11] เท่านั้นเอง ;)
 
ทั้งเรื่องสิทธิสตรี เรื่อง"ตัวตน"ของ"ความเป็นหญิง" คำถามว่าด้วยบทบาทของสังคมและทัศนคติทางเพศเป็นอะไรที่นิกสนใจและอยากศึกษาเป็นการส่วนตัวมาได้พักใหญ่ๆแล้ว โดยส่วนตัวก็ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองถูกกีดกันอะไรเพียงเพราะเป็นผู้หญิง (อาจจะเพราะยังไม่โตพอก็ได้เนอะ ในระบบการศึกษาแล้วดูเหมือนเรื่องเพศจะไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่หรือเปล่า?) แต่ในระบบสังคมที่ผู้ชาย"เป็นใหญ่"มานาน ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกค่ะที่โดยสถิติแล้วผู้หญิงจะดูเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งได้เงินเดือนโดยเฉลี่ยต่ำกว่า ทั้งการถูกกีดกันที่มากกว่าเมื่อต้องเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งที่สูงขึ้น ก็ในเมื่อวัฒนธรรมส่วนใหญ่มักวางตำแหน่งของเพศหญิงไว้ในบ้าน เป็นช้างเท้าหลัง ในขณะเดียวกัน สังคมยุคใหม่ที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วก็ทำให้สตรีเริ่มเข้ามามีบทบาททางสังคม"นอกบ้าน"มากขึ้น ความขัดแย้งกันระหว่างภาพของ"ผู้หญิงทำงาน"ที่มีบทบาทมากขึ้นทุกวันกับ"ผู้หญิงแม่บ้าน"ที่ถูกปลูกฝังมาในส่วนลึกของจิตใจว่าเป็นอะไรที่ผู้หญิง"ควรจะเป็น" จึงทำให้เกิดการ"กีดกัน"ในหลายๆกรณี ด้วยเหตุผลของ "ความไม่เหมาะสม" (คาดว่าต้นกำเนิดภาพลักษณ์ของ"แม่บ้าน" น่าจะมาจากสรีระและบทบาททางชีวะภาพที่กำหนดให้เพศหญิงเป็นฝ่ายตั้งครรภ์ ไม่แปลกที่สังคมตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์เลยยังยึดติดกับเพศหญิงในบทบาทของ"ผู้ให้กำเนิด ผู้เลี้ยงดู" ที่อ่อนแอกว่าและสมควรได้รับการปกป้อง ไม่เถียงว่าความแตกต่างทางชีวะภาพนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ที่จะเปลี่ยนได้คือภาพลักษณ์บางส่วนที่ยังคงถูกผูกกับ "เพศหญิง" ที่เป็นต้นเหตุของการ"กดขี่ทางเพศ" ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ในหลายๆกรณี) 
 
ช่วงก่อนนิกเริ่มอ่านหนังสือเรื่อง "The Second Sex" โดย Simone de Buvior นักเขียนชาวฝรั่งเศษ เป็นหนังสือว่าด้วยบทบาทของ"เพศหญิง"ในประวัติศาสตร์และสังคม น่าสนใจมากๆแต่ก็ยังอ่านไม่ถึงไหนเพราะโดนเบรกด้วยกองงานมโหฬารเสียก่อน ^^! [เหลือบเห็นนาฬิกา จะเที่ยงคืนแล้ว!! แปะก่อนด่วน!! ฮ่าๆๆ]
 
08.03.11 23.58 ทันอย่างฉิวเฉียด ฮ่าๆๆ ต่อค่ะ ต่อ ;p! 
 
วันนี้หนังสือพิมพ์ The Guardian จัดพิมพ์ผลสำรวจ Top 100 Women แวะเข้าไปดูก็ได้หนังสือน่าสนใจมาเพิ่มในกองอีกสองเรื่อง - "Gender Trouble" โดย Judith Butler กับ "The Golden Notebook" โดย Doris Lessing มี "The Handmaid's Tale" ของ Margaret Atwood ที่อยู่ในลิสต์ด้วย อันนี้ห้องสมุดมหาฯลัยไม่มี ต้องแวะไปยืมจากห้องสมุดชุมชน อยู่ใกล้ๆบ้านแหละค่ะแต่ไม่ได้อยู่ในทางผ่าน ก็รออีกหน่อยแล้วกัน ฮี่ๆๆ (นั่งอ่านอะไรพวกนี้อยู่ในห้องคอม เพื่อนมันหันมาเห็น เธอพูดยิ้มๆ(แสยะ)ว่า "หกอาทิตย์นะแก" ม่ายยยยย~~~!!!! ไม่ได้แปลว่านิกจะหยุดหรอกนะ เหอๆ ;p!) เรื่องแรก "Gender Trouble" คล้ายๆกับอะไรที่นิกพูดถึงในเอนทรี่ คุยเรื่องข่าว - ว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม เพศ และ"สีม่วง" น่ะค่ะ คือการมองเรื่อง"เพศ"ให้เป็นเพียง"ส่วนหนึ่ง"ของตัวตน ไม่ใช่"สิ่งกำหนด"ตัวตน อันนี้ไม่ได้พูดถึงแค่เพศหญิง ชายอย่างเดียว ถ้าเรามองเรื่องเพศให้เป็น "ทางเลือกส่วนตัว" ได้ มันก็แปลว่าโลกนี้จะไม่มีเกย์ ไม่เกย์ ปกติ ไม่ปกติ ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพที่จะ"เลือก"ได้โดยไม่ต้องถูกกีดกันและเหยียดหยาม เหมือนที่เราจะชอบสีอะไรก็ได้ แนวเพลงอะไรก็ได้นั่นแหละค่ะ (อ่านจบเมื่อไหร่อาจจะมีเอนทรี่ยาวยืดดด ตามมา ฮ่าๆๆ)  
 
ส่วนเรื่องที่สองกับสาม "The Golden Notebook" กับ "The Handmaid's Tale" เป็นนวนิยายค่ะ เรื่องแรกเป็นเรื่องของนักเขียนหญิงคนหนึ่ง ชีวิตของเธอ ปัญหาและมุมมอง ทั้งในฐานะ "แม่" "นักเขียน" "ว่าด้วยการเมือง" และ "ว่าด้วยอารมณ์ ความรู้สึก" ส่วน "The Handmaid's Tale" นี่สารภาพว่าเคยเห็นชื่อเรื่องผ่านๆมาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่มัธยมฯแล้วค่ะ เพิ่งรู้ว่าเป็นคล้ายๆ dystopian novel หน่อยๆ เข้าทางเลยสิ!! ฮ่าๆ ไม่อยากจะบอกว่าหนังสือที่อยากอ่านนี่กองสูงมาก สงสัยต้ิองเอาเวลาอ่านฟิคเข้าแลกบ้างเสียแล้วล่ะมั้งเนี่ย ;p!
 
ว่าด้วยบทบาทของ"เพศหญิง"ในประเทศไทย เหมือนจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่หรือเปล่าคะ? หรืออาจจะเพราะนิกเองไม่เคยเข้าไปสัมผัสมากกว่า แต่นิกว่าปัญหาใหญ่ๆของเพศหญิงในไทยนี่ถ้าไม่เป็นการถูกทำร้ายร่างกายเพราะความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) ก็คงจะเป็นการถูกทารุณกรรมทางเพศและการค้าประเวณีนี่แหละเนอะ ซึ่งนิกว่าทางแก้ก็น่าจะเป็นเรื่องการศึกษาแหละค่ะ ทุกวันนี้คนไทยไม่ทุกคนนะที่อ่านออกเขียนได้ ผู้หญิงหลายคนเวลาโดนสามีรังแก ทำร้ายร่างกายก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะไปแจ้งตำรวจรึก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไร จะได้ผลหรือเปล่า นิกว่าน่าจะมีองค์การที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ แต่อาจจะเพราะงบไม่พอ บริหารไม่ดีหรืออะไรก็ตาม เหมือนปัญหาเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับการสนใจและประชาสัมพันธ์ที่ดีเท่าที่ควรนะ โอเค มันอาจจะฟังดูไม่แย่เท่าปัญหาน้ำมันขึ้นราคา ข้าวยากหมากแพงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกปล่อยปละละเลยได้เสียหน่อย บุ่ย~~!!!
 
รายงานของ UN Food and Agriculture Organisation (UN FAO) ออกมาเมื่อวันก่อนว่า หากผู้หญิงได้รับเครื่องมือ ความรู้และการสนับสนุนเท่าผู้ชายในด้านเกษตรกรรม โลกนี้จะลดจำนวนคนที่อดอยาก ขาดแคลนอาหารได้อีก 12% (150ล้านคน) [original article] ^^! ก็ไม่แปลกไหมล่ะ แรงงานคนเพิ่ม ผลผลิตก็สมควรจะเพิ่ม คิดๆดูแล้วก็น่าเสียดายนะคะที่ผู้หญิงจำนวนมากถูกกีดกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม เมื่อไม่นานมานี้นิกได้อ่านเรื่องของแม่ม่ายสงครามชาวอีรักค่ะ หญิงสาวมุสลิมเหล่านี้ไม่สามารถทำงานนอกบ้านหรือพบปะคนแปลกหน้าได้ ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของญาติฝ่ายชายหลังสามีตาย ทางอเมริกา(มั้ง)เลยมีการตั้งหน่วยทหารหญิงล้วนขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อช่วยให้ผู้หญิงเหล่านี้มีรายได้และมีงานทำ เช่นการส่งเสริมให้เริ่มกลุ่มหัตถกรรม เป็นต้น
 
วันนี้เป็นวันสตรีสากล แต่จริงๆแล้วนิกอยากจะให้เรามีวัน"บุรุษสากล"ด้วยเหมือนกันนะ เพราะทุกวันนี้"ฐานะ"ทางสังคมของเพศหญิงและเพศชายยังไม่เท่าเทียม "วันสตรีสากล"ก็เลยเป็นเหมือนเครื่องหมาย คอยกระตุ้น ให้กำลังใจผู้หญิงทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าจริงๆแล้วเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิด และคอยกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาของสตรีในหลายๆจุดที่เราอาจจะมองข้ามไป แต่สักวัน หากทุกคน"รู้สึกได้"ว่าเราเท่าเทียมกัน และเรื่อง"เพศ"ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ถ้ามีวัน"บุคคลสากล"ไว้เฉลิมฉลองคนดี คนเก่ง คนกล้า และการยอมรับใน"ตัวตน"ของทุกๆคน มันคงจะดีไม่น้อยเนอะ ;) 
 
เผลอแป๊บเดียว ได้เวลานิกต้องไปทำงานพิเศษก่อนล่ะค่ะ บุญรักษานะคะ ^^
 
จนถึงโอกาสหน้าค่ะ ;) 
 

Comment

Comment:

Tweet

ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกปล่อยปละละเลยได้เสียหน่อย

#4 By Dr. Who Christopher Jacket (103.7.57.18|182.178.74.15) on 2012-08-16 11:46

สวัสดีลอนดอนครับ..

เวลาเราคงต่างกัน..

แต่ความสุขของเราคงเหมือนกันนะ..

รักษาสุขภาพครับbig smile big smile big smile
ลืมมม.... ขอบใจสำหรับคอมเมนต์และเสียงโหวตครับ <<< ใช่เสียงรึเปล่า - -*

ขอบใจมากๆครับconfused smile

#2 By Keyboardboy on 2011-03-09 08:24

หนังสือแต่ละเล่ม บอกตามตรงว่าไม่รู้จักเลยอะครับ - -* แต่เท่าที่ได้อ่านมาก็ทำให้เห็นมุมมองของคนที่ต่างกันไป ความชอบที่ไม่เหมือนกัน เหมือนเข้าไปอีกโลกหนึ่ง เห่อๆ เวอร์ไปปะ 555+

ปล.อ่านหนังสือเยอะ ไม่ใช่เป็นหนอนหนังสือไปแล้วเหรอครับ อิอิconfused smile

#1 By Keyboardboy on 2011-03-09 08:18

วี่จัง View my profile

Twitter Updates

    follow me on Twitter

    Recommend