ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอรายงานตัวก่อนแล้วกันเนอะ เหอๆ ;p หายหัวไปนานนมเน ปิดครึ่งเทอมก็ผ่านมาจนจะกลับโรงเรียนอยู่แล้ว นิกพึ่งโผล่หัวมาอัพบล็อก เจริญจริงเชียว =.=! ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะคะ อยู่แถวๆนี้แหละ แต่พอดีว่าติดเกมอ่ะนะ เหอะๆ ได้เวลาดีชะมัดยาด ติดเกมก่อนสอบ =.=! นอกจากติดเกมแล้วก็มีแอบติดเอ็มเจ้าค่ะ มาคราวนี้ได้คุยกับเพื่อนเก่าที่หายกันไปนานนนนตั้งหลายคนแน่ะ แฮปปี้นะเนี่ยยย ^o^!
นอกจากนี้แล้วนิกยังไปตระเวนหาบล็อกใหม่มาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าจะย้ายบ้านหนีไปไหนหรอกค่ะ แต่บล็อกนี้หน้าบล็อกแคบอ่ะ เอาเรื่องสั้นมาลงแล้วอ่านไม่สะดวก เลยขอย้ายไปหาที่เก็บที่อื่นดีกว่า สาเหตุหลักมาจาก ขี้เกียจแก้ ccs ของบ้านนี้อ่ะ เหอๆ กว่าจะปรับได้แต่ละที เหงื่อตก ^.^! สรุปแล้ว ห้องสมุดหลังใหม่ของนิกย้ายไปอยู่ที่ alovethatdarenotspeakitsname.blogspot.com นะคะ ชื่อ url ยาวโคตรรรร แต่มีความหมายนะเออ 'a love that dare not speak its name' จากบทกลอน Two Loves ของ Lord Alfred Douglas ค่ะ กรี๊ดมากกกกกก นิกอ่านแล้วละลายอ่ะ แอบเจ็บปวด เหอๆ ;p
แปลเป็นไทยก็ 'ความรักที่ไม่อาจเรียกตัวเองได้ว่าเป็นความรัก (เพราะเป็นความรักต้องห้าม)' ครึ่ๆ >w<!!
นอกจากจะได้ห้องสมุดใหม่เป็นของตัวเองแล้ว นิกยังโดนยุยงส่งเสริม ชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมให้ไปปัดกวาด hi5 มาด้วยค่ะ พี่ข่านแหละ ตัวดีเลยรายนั้น เพราะนิกเคยมี accoount ไว้นานแล้วไงคะ แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย คราวนี้เลยแอบตามใจคนแก่ซะหน่อย เหอๆ ;p แต่นิกก็กะว่าจะไม่ทำอะไรมากหรอกนะคะ ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยอะไรกับพวก networking sites ซักเท่าไหร่ เอาเวลามานั่งอัพบล็อก อ่านฟิค แต่งฟิค ฟังเพลง เล่นเกมดีกว่าเยอะ เหอๆ รูปนิกก็ว่าจะอัพเป็น portrait รูปเดียวพอแล้วล่ะค่ะ ไม่ค่อยชอบเอารูปตัวเองมาแปะประกาศเท่าไหร่ รูปไหนๆก็คนเดียวกันนี่นา จะเอาขึ้นทำไมหลายรูป ยังไงๆก็อืดดดดเหมือนเดิมทุกรูปน่ะแหละ นิกว่า เหอๆ ;p แต่ถึงจะตั้งใจแบบนั้น จนป่านนี้แล้วยังอัพรูปไม่ได้เลยค่ะ แถมเขียนบันทึกไม่ได้ ฝากข้อความไม่ติดอีก เวรกรรม =.=! ก็คงทิ้งไว้แบบนั้นแหละค่ะ จะแก้ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง จะให้ทำอะไรเพิ่มก็ขี้เกียจ เพราะถ้าจะเขียนอะไรก็มาลงบล็อกทุกที แถมตอนอยู่โรงเรียนก็เข้าไม่ได้อยู่ดี มีไว้เหมือนจะไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่แน่ไงคะ เผื่อเพื่อนเก่าๆแก่ๆมาเจอ มีอะไรอาจจะทิ้งข้อความไว้ก็ได้ เหอๆ
ออนเอ็มสามสี่วันก่อนเจอรุ่นพี่ผู้หญิงคนนึงค่ะ ไม่ได้คุยกันนานมากกกแล้ว คุยกันไป คุยกันมา นิกเลยถามถึงแฟนพี่เขา ก็เห็นคบกันมาได้นานแล้วนะคะ สามสี่ปีได้แล้วมั้ง ปรากฎว่าตอนนี้พี่(ผู้หญิง)เขาเปลี่ยนไปคบคนใหม่แล้วค่ะ เหตุผลคือพี่ผู้ชายเขาไม่มีเวลาให้ ก็หลายเรื่องอ่ะนะคะ อายุห่างกันก็พอสมควร พี่ผู้หญิงยังอยู่มหาลัย แต่พี่ผู้ชายทำงานแล้วอ่ะ (รู้สึกจะเจอกันตอนพี่ผู้หญิงไปฝึกงานมั้งคะ) แค่นั้นยังไม่พอ ยังอยู่กันคนละที่อีกไง พี่ผู้หญิงเรียนอยู่เชียงใหม่ แต่แฟนเขาทำงานอยู่กรุงเทพฯ แล้วเห็นว่าหลังๆนี่ตำแหน่งก็สูงขึ้นเรื่อยๆ งานก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้เจอกันมาก็ปีกว่าแล้ว พี่ผู้หญิงก็เลยขอเลิก แต่พี่ผูชายเขาก็ไม่ยอมเลิกนะคะ นิกเองก็ไม่ได้ถามรายละเอียดมากมาย แต่รู้สึกตอนนี้ก็เริ่มห่างๆกันไปแล้ว พี่ผู้หญิงก็มีแฟนใหม่ไปแล้ว งืมๆ เห็นแบบนี้แล้วรู้เลยนะคะเนี่ย ว่าคำสอนคนเก่าคนแก่มันจริงแค่ไหน ถึงจะรักกันยังไง ถ้า'บุญไม่เสมอกัน' ก็คงไม่รอด ก็อย่างกรณีนี้ อายุห่างกัน การจัดลำดับความสำคัญของอะไรต่อมิอะไรในชีวิตก็คงต่างกันไปด้วย เมื่อฝ่ายหญิงยังเรียนอยู่ ความรับผิดชอบไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น เวลาคบกันเลยอาจคิดว่าเวลาที่จะมีให้กันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในขณะที่ฝ่ายชายทำงานแล้ว สิ่งที่ต้องรับผิดชอบก็มากกว่า เลยอาจมองเลยไปกว่าการคบกัน เพราะถ้าจะมีครอบครัวกันจริงจัง เงินทองก็เป็นปัจจัยหลักเลยใช่มั้ยคะ ถ้าเป็นแบบนี้จริงก็น่าสงสารทั้งคู่เลยนะ ในเมื่อรักกันจริง แต่ยังไงๆก็คงไปกันไม่ได้ เพราะมองกันคนละอย่าง หวังกันคนละอย่าง เพราะวุฒิภาวะไม่เสมอกัน ยิ่งเห็นอะไรอย่างนี้แล้วนิกว่า การจับแต่งงานแบบคลุมถุงชนมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ใครๆคิดก็ได้นะคะ เพราะผู้ใหญ่ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อนแล้วไง ท่านก็อาจจะรู้ดีกว่าว่าผู้หญิงหรือผู้ชายแบบไหนเหมาะที่จะเป็นคู่กับลูก และถ้าครอบครัวของทั้งสองฝ่ายฐานะใกล้เคียงกัน หรืออยู่ในวงสังคมเดียวกัน มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับการอบรมสั่งสอนมาคล้ายๆกัน ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญก็อาจจะคล้ายๆกันไปด้วย แบบนี้การแต่งงานก็จะมีเปอร์เซ็นต์รอดสูงกว่าเยอะนะคะ เพราะถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างคลาสสิกอีกอันนึง ประมาณดอกฟ้ากับหมาวัด ไม่ต้องคิดถึงแรงกดดันจากภายนอกหรอกค่ะ ภายในเองก็อาจจะไม่ราบรื่นมากก็ได้ ในเมื่อดอกฟ้าโตมาในสภาพแวดล้อมอย่างนึง หมาวัดอีกอย่างนึง แล้วจะให้ปรับตัวเข้าหากัน บางทีก็อาจจะยากไปนะ
ที่พูดมานี่ไม่ได้หมายความว่านิกจะไปขอแม่ให้เลือกสามีให้หรอกนะคะ เหอๆ ;p เพียงแต่อยากจะบอกว่าหลายๆครั้งที่เห็นวัยรุ่นสมัยนี้ชอบทำตัวกบฎ ทำตรงกันข้ามกับที่ผู้ใหญ่ท่านสั่งสอนมาบ่อยๆ การกระทำแบบนั้นน่ะ มันไม่เท่ห์หรอกนะคะ เข้าใจอยู่ว่าวัยรุ่น บางทีก็อยากทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ให้ดูเหมือนว่าพึ่งตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องฟังใครอีกต่อไป แต่ความจริงแล้วนั่นน่ะ เด็กนะ ไม่ใช่การกระทำของผู้ใหญ่หรอก การไม่รับฟังความคิดเห็น ประสบการณ์ คำแนะนำ ตักเตือนสั่งสอนของผู้ที่รู้มากกว่าเพียงเพราะอยากจะแสดงความเป็นเอกเทศนี่นิกว่า โง่ นะ แต่ก็นั่นแหละ บางทีพูดไปก็ทะลุหูซ้ายออกหูขวา แบบนั้นก็สงสัยต้องยอมปล่อยให้โง่ แล้วให้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองซะบ้างก็น่าจะดี เหอๆ (นี่ขนาดยังไม่แก่นะเนี่ย ดูบ่นเข้า =.=!) แต่ก็อดไม่ได้จริงๆนะคะ ไม่รู้เด็กสมัยนี้จะขยันดื้อกันไปถึงไหน ดื้อไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรแท้ๆ เฮ้อ ส้าาาธุ ถ้านิกจะมีลูกนะ อย่าให้นิกได้ลูกดื้อด้วยเถอะ ไม่งั้นคงจะบ้าตายทั้งแม่ทั้งลูกแน่ๆ เพราะแม่มันคงจะบ่นๆๆไม่หยุดแบบนี้แหละ เหอๆ ;p
เอ้าๆ เข้าเรื่องๆ คราวนี้แอบมีเรื่องมาเล่าจริงๆนะคะ เหอๆ แต่มันก็ไม่มีอะไรมากอยู่ดีแหละค่ะ แค่นิกเล่นเกมพวกทายใจกับเพื่อนอ่ะ ที่ให้เขียนเลย 1-10 แล้วเขียนชื่อคน สี อะไรพวกเนี้ย แล้วทีนี้มันมีข้อนึงให้เขียนชื่อเพลง นิกก็เขียน Single (แปล:โสด ;p)ของ Natasha Beddingfield ลงไปเพราะกำลังชอบ ปรากฎว่าชื่อเพลงที่ให้เขียนในข้อนั้นคือ ความคิดเห็นของนิกต่อชีวิตทั่วๆไป (outlook on life อ่ะ) สาบานได้ นี่นิกคิดว่าชีวิตจะโสดเรอะ เหอๆ ไม่รู้ว่านี่เป็นลางดีหรือลางร้ายนะคะเนี่ย (ลางดีสำหรับประชากรเพศชายโดยทั่วไปกระมัง เหอๆ ;p) ก็นี่แหละค่ะ เรื่องเล่า ที่มาของหัวข้อโพสวันนี้ นิกจะโสดด กร๊ากกกก ;p แต่ดูๆไปแล้วก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้นะ นิกมันพวกจู้จี้ ไม่ดีจริงก็ไม่เอาซะด้วย เหอๆ (เอ หรือว่าจะใช้วิธีเสี่ยงทายอย่างนางรจนาดีคะ เรียกประชุมชายแล้วเอาพวงมาลัยโยนใส่หัว เหอๆ ;p)
เอาเป็นว่า พอแค่นี้ดีกว่า ฟังนิกบ่นจนเอียนกันแล้วมั้งคะเนี่ยยย ฟังเพลงแทนก็แล้วกัน เอ้า ตามหัวข้อโพสเลยค่ะ Single by Natasha Beddingfield เพลงอะไรไม่รู้ ความหมายตรงใจโคตรรรรร >w<!!! เหอๆ โสด..เลือกได้ เจ้าค่ะ ;p