Wedding Dress..ชุดแต่งงานกับความคิดที่ล่องลอย
posted on 23 Nov 2009 01:14 by vichan in life-in-general, love, my-music, thats-meเวิ่นเว้อ วุ่นวาย อยากอัพแต่ไม่รู้จะอัพอะไร ไม่ได้อัพมาตั้งแต่ก่อนสอบ ตอนนี้ขึ้นปีสองมาได้ครึ่งเทอมแล้ว เพื่อนสนิทมีเพื่อนเขยให้คนหนึ่งแล้ว ผมตัดสั้น(แค่อยากเปลี่ยนทรง อย่ามาทักว่าอกหักเพราะยังไม่เคยรักใคร ;E!) จนจะยาวอีกรอบแล้ว (คงต้องเริ่มพกยางมัดผมติดข้อมือเหมือนเดิม ^^!) บ้านย้ายออกมาอยู่กับเพื่อนอีกสองคน สนุกสนานมากมาย แก่พอที่จะมีรุ่นน้องแล้ว น้องๆน่ารักมากกกก เริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนแก่เต๊าะเด็ก มันดูใสๆดีนะ สดชื่น แต่ถ้าเด็กไม่มีหัวคิดก็คงเหนื่อย มีแฟนหรือมีลูกอาจจะเริ่มแยกไม่ออก ^^! เอ หรือเขาจะชอบแบบนั้นก็ไม่แน่เนอะ เด็กๆมักว่าง่าย ขี้อ้อน บางคนคงอยากคบกันแบบนั้น เหมือนเลี้ยงแมวไว้อ้อน ไว้ให้เอาใจ ไม่ต้องคิดอะไรมาก อืมมมม
ตอนนี้ที่นี่มืดเร็วมาก สี่โมงครึ่ง ห้าโมงก็มืดล่ะ วันๆเลยไม่รู้ว่ามันหมดไปกับอะไรบ้าง ^^!
นี่ติดเพลง Wedding Dress ของแทยัง (สมาชิก Big Bang วงจากเกาหลีค่ะ) มากมาย นั่งฟังได้ทั้งวัน วนไปวนมา นั่งบ้าอยู่คนเดียว ^^! เอาเพลงมาแปะให้ พร้อมกับลิ้งค์ไป MV (HD ด้วย ดูเต็มจอแล้วละลาย~~!! เหอๆ) ชอบนางเอกนะ นิกว่าเธอสวย ไม่ใช่สวยแบบที่เห็นกันเกลื่อนกลาด หรือสวยแบบคิกขุ ลอกออกมาจากในการ์ตูน แต่สวยแบบดูดี อ่ะ ยิ้มสวยด้วย ชอบๆ ลิ้งค์อยู่ด้านล่างพร้อมกับตัวเล่นเพลงนะคะ (รอบนี้นิกขอวนนะ ชอบอ่ะ เหอๆ)
อย่างที่บอกไป อยากอัพ แต่ไม่รู้จะอัพอะไร เลยเล่นมุกนี้ เปิดเพลงฟังวนไปเรื่อยๆ แล้วก็นั่งพิมพ์ คิดอะไรอยู่ก็พิมพ์ เนื้อเรื่องเลยไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไหร่ แต่ธีมรวมๆก็มาจากเพลง ความรู้สึก ความคิดเห็นส่วนตัว ทำนองนั้น เหมือนกับเป็นการพูดกับตัวเองกลายๆในบางช่วงนะ ว่าไหม ^^!
รัก ไม่รัก แต่ง ไม่แต่ง
การขอคบเป็นแฟน กับการขอแต่งงาน ดูเผินๆเหมือนจะคล้ายๆกัน แต่จริงๆแล้วมีความรู้สึกและจุดประสงค์ที่ค่อนข้างแตกต่างกันมากทีเดียวในความรู้สึก
การขอเป็นแฟนส่วนใหญ่จะเริ่มมาจากความถูกชะตา อยากรู้จักให้มากขึ้น แต่การแต่งงานนี่คือการตกลง ผูกมัดตัวเองไว้กับใครคนหนึ่ง ต้องมีความมั่นใจมากพอสมควรว่าจะไปด้วยกันได้ ไม่ใช่เฉพาะในขณะนั้น แต่รวมถึงอนาคตระยะยาวด้วย ถ้าจะเทียบกับการลงทุนก็เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แถมมีความรู้สึกเป็นสิ่งเดิมพัน เสี่ยงนะเนี่ย!!
อะไรที่ทำให้คนสองคนรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะแต่งงาน? หลายครั้ง หลายคู่ที่เห็น ผู้หญิงพร้อม และรอที่จะให้ผู้ชายเป็นฝ่ายขอ หากอายุเท่ากัน หรือผู้หญิงแก่กว่า อันนี้มีความเป็นไปได้สูง ในทางกลับกัน คู่ที่ผู้ชายแก่กว่าดูเหมือนจะกระตือรือล้นที่จะผูกมัดมากกว่า อาจจะด้วยวัยวุฒิที่สูงกว่า หรืออาจจะเพราะอารมณ์หมาหวงก้าง อันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจ ^^!
การแต่งงาน เป็นเหมือนการให้สัญญาว่าทั้งสองคนจะอยู่ด้วยกัน ดูแลกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไปตลอด สำหรับมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม การที่มี"หลักประกัน" ว่าใครสักคนจะคอยอยู่ข้างๆเราไปตลอดนั้นคงเป็นเรื่องน่าอบอุ่นใจ เป็นใครสักคนที่เราสามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ คุยได้ ปรึกษาได้ อ่อนแอให้เห็นได้
แต่บางครั้ง จะเป็นไปได้ไหมว่า "หลักประกัน" สิ่งนั้นมันกลายมาเป็นคำนิยามของคำว่า "ของตาย" คนเราส่วนใหญ่จริงๆแล้วขี้เบื่อ ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ สิ่งที่เคยมีอยู่มาตลอดก็เลยคล้ายจะหมดความสำคัญไปกับกาลเวลาที่ล่วงเลย
คิดๆดูแล้วก็แปลก เข้าใจว่าที่คนเราเลือกจะตอบตกลงแต่งงานกันนั้นเพราะอยากรักษาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้"เป็นเหมือนเดิม" ณ ขณะนั้น เหมือนกับว่า โอเค เราพอใจที่จะอยู่กับคนๆนี้ ก็เลยขอผูกมัดเอาไว้ ไม่ให้คนอื่นมา"แย่ง"ไปได้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าความสัมพันธ์ที่มันเหมือนเดิมอยู่นานๆ จะกลายเป็นน่าเบื่อ จืดชืดไป เหมือนกับสำนวนภาษาอังกฤษสำหรับคู่รักที่คบกันมานานจนจะย่างเข้าปีที่เจ็ดว่าอาจจะเจออาถรรพ์ "7 years itch" ทำให้ระหองระแหง มีปัญหา อาจถึงขั้นเลิกรากันไป
เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน อันนี้จริง เพราะเราปรับตัวตามสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเพื่อความอยู่รอด แน่นอนบางสิ่งที่เป็น"ตัวตน"สำคัญของเราเช่น นิสัย สันดาน วิธีการมองโลก ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อาจจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก แต่ในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนั้นก็ไม่แน่ คงขึ้นอยู่กับว่าคนที่ใช้ชีวิต"ร่วมกับเรา"อีกครึ่งหนึ่งนั้นจะรับได้แค่ไหน มนุษย์เราสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากกว่าที่คิดมาก เพียงแต่ว่าบางทีเราไม่ได้ชอบ หรือไม่ชอบ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เมื่อความรู้สึกยังคงเป็นกลางๆ เราเองก็เลยไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกลับไป เหมือนกับว่าไม่ได้สังเกตเห็น แต่ในทางกลับกัน รายละเอียดอะไรเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นอาจจะทำให้เราชอบ หรือไม่ชอบคนๆหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างง่ายๆ อาการไม่ชอบขี้หน้าตั้งแต่แรกเจอ หรือความรู้สึกถูกชะตาโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้ามองลึกลงไปแล้วอาจจะเห็นว่ามันคือเรื่องของรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นความรู้สึกนั้นๆของเรา
We live in Hope มนุษย์อยู่ได้ด้วยความหวัง แม้จะเป็นความหวังที่ไกลเกินเอื้อม ความหวังลมๆแล้งๆ หากเลือกได้ก็คงไม่มีใครอยากออกมาเผชิญความจริงที่ไม่ใช่ดั่งหวัง คงเป็นสัญชาติญาณการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง
โดนใจมากมายกับประโยคนี้ "Some say it aint over until it's over. But I guess this is really over now." ต้องยอมรับความจริงได้แล้วว่า มันจบแล้ว ถึงจะยังอยากสู้ต่อแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ หมดเวลาแล้ว จบแล้ว ยอมแพ้ได้แล้ว
ไม่ได้มีความรัก ไม่ได้ต่อต้านความรัก แค่สนใจมันมากๆ แล้วอาการ รักเขาข้างเดียว ก็เป็นอีกแง่หนึ่งของความรักที่สนใจ อาจจะเพราะมันเกี่ยวข้องกับอาการหลอกตัวเอง หวัง ผิดหวังอยู่มากมาย อารมณ์มืดๆเหล่านี้ของความรู้สึกที่เรียกว่า "รัก" มันคือการเอาความเป็น"คน"เข้าไปผสมด้วย แล้วมันก็ทำให้ผลลัพท์ออกมาเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียวในความคิด (อย่างน้อยก็คิดว่ามันน่าสนใจและดูมีมิติมากกว่าอารมณ์หวานๆของอาการแรกรักก็แล้วกัน เหอะๆ)
แบดบอย น่า"รัก"ตรงไหน? อาจจะเพราะมันเป็นความท้าทาย อยากให้เขาหยุดอยู่ที่เราคนเดียว แต่ในความคิดของตัวเอง คิดว่าแบดบอย ยังไงๆก็คงไม่มาตายกับผู้หญิงที่"ยอม"ทุกอย่าง เพราะแบบนั้นมันง่าย น่าเบื่อ ที่อยากได้ก็คงเป็นคนที่เก่งพอกัน มีเสน่ห์พอกัน "แรง"พอกัน สรุปคือคนที่"เสมอ"กัน คงพูดไม่ผิดที่จะบอกว่า ผู้หญิงที่ได้มายาก ย่อมดูเหมือนเป็นเกมที่ผู้ชายอยากเอาชนะ แต่ถ้าจะเลือกทางนั้น ความเสี่ยงก็คงพอๆกันสำหรับผู้หญิง เพราะเมื่อไหร่ที่"ยอม"ก่อน เมื่อนั้น"เกม"ก็จบ หากไม่มีหลักประกันว่าตัวเอง"ชนะ"แล้ว มัดใจเขาไว้ได้แล้ว ก็คงอาจจะต้องเสี่ยงกับการที่จะ"เสีย"ผู้ชายไปกับความสนใจใหม่ๆที่เข้ามาดึงดูด ฟังดูเหมือนหนัง การ์ตูน ตัวเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสถานการณ์ประเภทนี้จะมีจริงๆรึเปล่า แต่ก็ฟังดูน่าสนุกดีใช่ไหม ;p!
ผู้หญิงเก่ง หาแฟนยาก อันนี้ดูเหมือนจะจริง อาจจะเพราะผู้ชายไม่มีใครอยากน้อยหน้าผู้หญิงที่ควงอยู่ ความจริงจะว่าแต่ผู้ชายก็ไม่ถูกนะ เพราะผู้หญิงเองก็คงไม่มีใครอยากน้อยหน้าแฟนเท่าไหร่นัก เพียงแต่มันอาจจะเพราะความคิดที่ฝังมาในวัฒนธรรมแต่โบราณว่าผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ในสมัยก่อนที่ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียนหนังสือ ผู้ชายที่จะเป็นผู้เลือกตนไปแต่งงานด้วย ที่จะเป็นผู้นำครอบครัวนั้นก็แน่นอนว่าควรจะมีความสามารถพอที่จะประคับประคองเลี้ยงปากท้องของทุกคนในครัวเรือนนั้นได้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเยอะมาก ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียม(หรือเกือบจะ)กับผู้ชาย หลายๆคนเรียนเก่ง ทำงานเก่ง ไม่มีความจำเป็นจะต้องนั่งรอให้ผู้ชายมาเลือกไปแต่งงานด้วยอีกแล้ว ความเป็นตัวของตัวเองก็เพิ่มขึ้นตามลำดับความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เมื่อผู้หญิงไม่ง้อ(สักเท่าไหร่) ผู้ชาย(ถ้าไม่ได้สนใจจริงจัง)ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปไล่ตามให้เหนื่อย อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงหลายๆคนที่ทั้งสวย ทั้งเก่ง ยัง"ว่าง"อยู่ก็เห็นจะเป็นเพราะความที่แต่ละคนตั้งความหวังไว้สูงด้วยกระมัง การที่จะเจอใครสักคนที่เก่งพอจะพูดกันรู้เรื่อง เคารพในตัวตนของเราพอที่จะไม่พยายามมากดขี่ความคิดและอิสระ และที่สำคัญ ยังว่างให้เราจับจอง เลยกลายเป็นเหมือนการงมหาเข็มทองในมหาสมุทรสุดหยั่งไปเสีย ^^!
อีกเรื่องที่สงสัยมานานมากกกกกและยังไงๆก็ยังไม่หายสงสัย คนที่คบกันแล้วโทรคุยกันได้ทุกคืน เขาทำกันได้ยังไง ^^! ไม่ใช่ว่าตัวเองเป็นคนไม่พูด ติดจะพูดมากเสียด้วยซ้ำ แต่บางที่ถ้าไม่มีเรื่องจะพูดมันก็ไม่มีเรื่องจะพูดนะ ^^! ยิ่งหลายๆคู่เรียนที่เดียวกัน ไปรับไปส่งเช้าเย็น ตัวแทบจะติดกันเป็นปาท่องโก๋ ตกเย็นมายังโทรคุยกันได้อีกเป็นชั่วโมง เอ่อ เก่งว่ะ ^^!
ไม่รู้จะจบยังไง เพราะเพลงก็ยังฟังอยู่ได้อีกนาน เอาเป็นว่าที่หายไป ไม่ใช่เพราะไม่รัก แค่ไม่มีอะไรจะคุย กร๊ากกกก
หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ :)!